หลวงปู่ดี พระเทพมงคลรังษี อดีตเจ้าอาวาสวัดเหนือ วัดเทวสังฆาราม จ. กาญจนบุรี

หลวงปู่ดี วัดเหนือ เหรียญพระเกจิอาจาร์ยรับประกันแท้ทั้งเว็บ ไอแอม-ไทยแลนด์ดอทคอม

หลวงปู่ดี พระเทพมงคลรังษี วัดเทวสังฆาราม

หลวงปู่ดี ศิษย์ผู้สืบทอดวิชาจากหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว และหลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ ท่านโดดเด่นทางด้านเมตตามหานิยมดังมีคำขวัญของชาวเมืองกาญจน์ว่า ถ้าเจ้าชู้ต้องวัดเหนือ ถ้าเป็นอ้ายเสือต้องวัดใต้ วัดเหนือก็หมายถึงหลวงปู่ดี วัดเหนือนั่นเอง

หลวงปู่ดี วัดเหนือ 3

หลวงปู่ดี ท่านมีนามเดิม ว่า ดี เอกฉันท์ เกิดเมื่อ วัน พฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2416 ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 3 ปีระกา ที่ บ้านทุ่งสมอ อำเภอ พนมทวน จังหวัด กาญจนบุรี โยม บิดา-มารดา ชื่อ นาย เทศ และนางจันทร์ เอกฉันท์ ท่านมีพี่ อีก 9 คน และทุกคนได้ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว โดยท่านเป็นคนสุดท้อง เมื่ออายุได้ 18 ปี ก็ได้บวชเณรที่วัด ทุ่งสมอ โดยมีสมภาร รอด วัดทุ่งสมอ ซึ่งมีศักดิ์เป็นปู่ของท่าน เป็นผู้บวชให้ บวชได้ 6 เดือนก็สึกออกมาช่วยบิดามารดาทำนา

เมื่อ อายุครบบวช ก็ได้บวชเป็นพระที่วัดทุ่งสมอนั่นเอง โดยมี พระครู วิสุทธิรังษี ( หลวงพ่อช้าง วัดบ้านทวน ) อ. พนมทวน เป็นพระอุปัชฌายะ โดยมี พระอาจารย์ รอด วัดทุ่งสมอ สมภารวัดทุ่งสมอ และพระใบฏีกา เปลี่ยน วัดใต้ ( ต่อมาได้รับสมณศักดิ์ เป็น พระวิสุทธิรังษีเจ้าคณะ จ. กาญจนบุรี ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา “ พุทธโชติ ” และได้จำพรรษาอยู่ที่วัด ทุ่งสมอนั้นเอง ในพรรษาแรกท่านพยายามท่องบทสวดมนต์ได้บางบท และพยายามท่องปาติโมกข์ให้จบ แต่

เนื่องจากบทปาฏิโมกข์ ในเวลานั้นมีแต่หนังสือขอม สมัยนั้นหาผู้ที่สามารถท่องปาฏิโมกข์ให้จบครบสมบูรณ์ได้ยาก ท่านจึงใช้วิธีไปขอต่อหนังสือเอาจากพระผู้สามารถท่องปาฏิโมกข์ได้วันละเล็กละน้อย จนในที่สุดท่านก็ท่องปาฏิโมกข์ได้ครึ่งหนึ่ง

หลวงปู่ดี วัดเหนือ 4.1

เมื่อออกพรรษาท่านก็ได้ไปเรียนทางวิปัสสนา กับท่าน อาจารย์ อิน วัดห้วยสะพาน ซึ่งวัดอยู่ไม่ไกลกันนัก รวม 15 วัน ครั้นในพรรษาที่ 2 ท่านก็สามารถท่องปาฏิโมกข์ได้จบบริบูรณ์ เมื่อออกพรรษาได้ธุดงค์ไปนมัสการ พระพุทธบาท สระบุรีกับพระอีก 3 รูป ระหว่างทางได้แวะนมัสการหลวงพ่อโต วัดเกษไชโย ที่อ่างทอง จากนั้นจึงไปถึงพระพุทธบาท พักอยู่สามคืนจึงเดินทางกลับ ในพรรษาที่ 3 ได้ไปเรียน วิปัสสนากับท่าน พระอาจารย์เกิด วัด กกตาล นครชัยศรี อีก 7 วัน หลังจากนั้นจึง

กลับมาอยู่วัด ทุ่งสมอตามเดิม ต้นพรรษาที่ 4 พระใบฏีกา เปลี่ยน ( เจ้าอาวาส วัดไชยชุมพลชนะสงคราม ) ชวนท่านมาเรียนบาลีที่วัด ท่านก็มาอยู่ที่วัดใต้ แต่ไม่ได้เรียนบาลี แต่มาท่องบทสวดมนต์แทน จากนั้นจึงไปอยู่กรุงเทพ ที่วัดรังษี ปัจจุบันรวมเข้าไว้ในวัดบวรนิเวศ ซึ่งขณะนั้นท่านเจ้าคุณธรรมกิจเป็นเจ้าอาวาส โดยได้ศึกษาภาษาบาลีกับท่านอาจารย์ลี แต่ศึกษาไปได้เพียงผูกเดียว อาจารย์ผู้สอนก็ลาสิกขาไปเสีย ท่านก็เลยกลับมาอยู่วัดทุ่งสมอตามเดิม

ในระหว่างที่อยู่ที่วัดทุ่งสมอนั้น มีพระอาคันตุกะรูปหนึ่ง ชื่อพระอาจารย์ชื่น มาจากวัดในอำเภอ สองพี่น้อง สุพรรณบุรี มาพักอยู่ และได้แนะนำในเรื่องการศึกษา และการปฏิบัติ ให้กับท่าน ซึ่งท่านสนใจอยากจะเรียนปาฏิโมกข์แปลมาก เมื่ออาจารย์ชื่นกลับ ท่านจึงขอติดตามไปด้วย และได้ไปอยู่ที่วัดโบสถ์ เมืองนนทบุรี ที่วัดนี้ท่านได้แสดงความสามารถในเรื่องสวดมนต์ และท่องปาฏิโมกข์จนได้รับคำชมเชยเป็นอันมาก เมื่อออกพรรษา เพื่อนพระด้วยกันชวนเข้ากรุงเทพ มาอยู่ที่วัดสังเวชได้

3 เดือน ก็ได้ข่าวจากทางบ้านว่าพี่ชายตาย จึงเดินทางกลับไป ปลงศพพี่ชาย และพักอยู่ที่วัดทุ่งสมอตามเดิม ในพรรษาที่ 9 มีบวชพระที่วัด โดยมีหลวงพ่อ ยิ้ม วัดหนองบัว เป็นพระอุปัชฌายะ และมีท่านอาจารย์ ทา วัดทุ่งสมอ เป็นคู่สวด บังเอิญวันนั้นท่านอาจารย์ทา ป่วย ไม่สามารถสวดนาคได้ หลวงพ่อยิ้ม จึงให้ท่านสวดแทน เรื่องสวดนาคนี้ท่านเคยปฏิเสธหลวงพ่อยิ้ม ตอนมีบวชพระที่วัดหนองบัวมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ในครั้งนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เมื่อท่านสวดนาคไปได้ชุดหนึ่ง ก็เป็นที่ถูกใจของพระอุปัชฌายะ โดยได้ชมขึ้นในท่ามกลางสงฆ์ และนับแต่นั้นมา ท่านก็เป็นคู่สวดนาคตลอดมา

หลวงปู่ดี วัดเหนือ 2

ในพรรษาที่ 12 ท่านได้มาอยู่ที่วัดรังษีอีก ตั้งใจมาเรียนบาลีแต่ไม่ได้เรียน จึงหันไปเรียนปาฏิโมกข์แปลแทน เมื่อออกพรรษาจึงได้ติดตามพระครูสิงคิบุราคณาจารย์ ( หลวงพ่อสุด ) เจ้าอธิการวัดเทวสังฆาราม ซึ่งรู้จักกันมาก่อน ครั้งญาติโยมนิมนต์ให้ไปสวดที่วัดใต้ ในครั้งนั้นหลวงปู่ดีได้สวดมนต์ผิด แถมเสียงสวดมนต์ของท่านยังดังกว่าพระองค์อื่น การสวดมนต์บทนั้น ก็เลยล่มลงกลางคัน จากครั้งแรกนั้นก็มาพบกันอีกคราวตอนพระครูสิงคิฯ ท่านไปสวดกรรมบวช นายเจียม ที่วัดทุ่งสมอ ใน

คืนวันจะบวช ท่านเข้าไปนอนในห้องเดียวกับหลวงปู่ดี แล้วท่านมาถามหลวงปู่ดีว่า ทราบไหมว่าเขานิมนต์ใครมาเป็นคู่สวด หลวงปู่ดีตอบว่า ไม่ทราบ ท่านก็เลยบอกกับหลวงปู่ดีว่าญาติโยมเขานิมนต์ให้ฉันมาสวด แต่ท่านไม่สบาย ไม่สามารถสวดได้ ขอให้หลวงปู่ดีช่วยสวดแทน หลวงปู่ดีก็ปฏิเสธ บอกขึ้นว่า ไม่ได้ดอกครับ ผมเป็นลูกบ้านนี้ โยมที่นิมนต์มา เขาเป็นคนมีฐานะเป็นสมุหบัญชี เขาคงจะไม่ยอมแน่ๆ แม้พระครูสิงคิฯ จะบอกว่าท่านจะไปพูดกับญาติโยมให้ หลวงปู่ดีก็ไม่ยอม

เมื่อถึงเวลาสวด พระครูสิงคิฯ ท่านก็สวดได้ถึงซ้อมอันตรายิกธรรม จึงขอให้หลวงปู่ดีช่วยสวดต่อ โดยท่านบอกว่า ถ้าให้ท่านสวดต่อจนจบท่านก็ตาย เวลานั้นหลวงปู่ดีอยู่มา 9 พรรษาแล้ว ส่วนพระครูสิงคิฯ ท่านบวชมา 20 พรรษาแล้ว นั่นเป็นครั้งแรกๆที่พระครูสิงคิฯ ได้พบกับหลวงปู่ดี โดยที่หลวงปู่ดีได้เข้าไปช่วยสวดในเวลาที่ท่านไม่สบายมาก การพบกันในคราวหลังนี้ เพราะพระครูสิงคิฯ จะมาทำหนังสือเดินทาง เพื่อไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากอง เมืองร่างกุ้ง ประเทศพม่า เมื่อพ.ศ. 2447 เมื่อหลวงปู่ดีรู้เข้า ท่านจึงอยากไปด้วย จึงได้ไปขออนุญาติพระครูสิงคิฯ ขอเดินทางไปด้วย โดยรับปากว่า สิ่งของ และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น หลวงปู่ดีจะจัดหาเตรียมมาเอง ซึ่งพระครูสิงคิฯก็อนุญาติ

หลวงปู่ดี วัดเหนือ 1

การไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากองในครั้งนี้ เป็นบุญของพระครูสิงคิฯที่อนุญาติให้ หลวงปู่ดี เดินทางไปด้วย เพราะต่อมา ในการเดินทางไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากองในครั้งกระนี้ พระครูสิงคิฯ ซึ่งอาพาธกะเสาะกระแสะทั้งระหว่างทางไป และกลับ ระยะเวลารวม 1 เดือน ก็ได้อาศัยหลวงปู่ดีนี่แหละแสดงน้ำใจ เฝ้าปรนนิบัติ ดูแล ยิ่งกว่าพระ และศิษย์คนใดที่ท่านหวังพึ่ง ในระหว่างทาง แล้วเอาไปย่างกุ้งด้วย เมื่อถึงเมืองไทยแล้ว ครั้งแรกหลวงปู่ดีตั้งใจจะไม่ไปส่งพระครูสิงคิฯ ถึงวัดเทว

สังฆาราม โดยจะไปอยู่วัดในกรุงเทพเลย แต่พระครูสิงคิฯ ก็อ้อนวอนขอให้หลวงปู่ดี มาส่งท่านถึงวัดด้วย เมื่อกลับมาถึงวัดชาวบ้าน กรรมการ และศิษย์ของทางวัดเองก็ดีใจ มาเยี่ยมกันมากมาย เพราะก่อนหน้านี้ได้รับข่าวร้ายทำนองว่าพระครูสิงคิฯ มรณภาพลงเสียแล้วที่กลางทาง แม้แต่ในภายหลัง พระครูสิงคิฯ เองก็ยังปรารภกับหลวงปู่ดีว่า ถ้าไม่ได้หลวงปู่ดีไปย่างกุ้ง ย่างกุ้ง คือชื่อเมืองหลวงของประเทศพม่า ด้วยกันในครั้งนี้ ท่านก็คงมรณภาพเสียที่กลางทางเป็นแน่

เมื่อเสร็จกิจทั้งปวง หลวงปู่ดีก็มาอยู่กรุงเทพ จากนั้นพระครูสิงคิฯก็มีจดหมายมาถามทุกข์สุขอยู่เสมอ ทุกเดือนมิได้ขาด บางทีท่านลงมากรุงเทพ ก็มาแวะพัก พูดคุยกันเป็นครั้งคราว ในตอนหลังๆ อีก 2 ปีถัดมา พระครูสิงคิฯ ก็อาพาธมากไปไหนมาไหนไม่ได้ จากนั้นท่านก็มีจดหมายมาบอกกับหลวงปู่ดีว่า ท่านไปไหนไม่ได้แล้ว ถ้ามีเวลาว่างขอให้ไปเยี่ยมท่านบ้าง ในไม่ช้าหลวงปู่ดีก็หาโอกาสขึ้นไปเยี่ยมท่านที่วัดเหนือ ท่านก็ให้ศิษย์วัดคนโน้นคนนี้มานิมนต์ให้หลวงปู่ดีอยู่ที่วัดเทวสังฆาราม

เสีย ในตอนแรกหลวงปู่ดีก็ยังไม่รับปาก แต่ก็ยังช่วยพระครูสิงคิฯ ในกิจการต่างๆ เช่นสวดปาฏิโมกข์ และเทศน์แทนท่าน และมีคราวหนึ่งพระครูสิงคิฯ ก็ได้ให้ทายกหลายคน มาหาหลวงปู่ดี ขอร้องให้ท่านเป็นสมภาร แต่ท่านก็ได้ปฏิเสธไปอย่างเด็ดขาดว่าเป็นไม่ได้เพราะสมภารองค์เดิมท่านยังมีชีวิตอยู่

ในปีนั้น นั่นเองพระครูสิงคิฯ ก็มรณภาพลง กรรมการ และศิษย์วัดและชาวบ้านทั้งหลายจึงมานิมนต์ขอให้ท่านเป็นสมภารอีก คราวนี้ท่านไม่สามารถปฏิเสธได้จึงจำต้องรับเป็นสมภารอย่างเต็มตัวในปีชวด 2455 หลวงปู่ดี ซึ่งตอนนั้นเป็นสมภารใหม่ๆพร้อมด้วยพระ หรุง ( ต่อมาได้เป็นเจ้าอธิการ วัด ทุ่งสมอ ) พระฮวบ พระหัง ( ต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา ) พระไพ่ กับคณะสงฆ์วัดเทวสังฆารามทั้งหมด ได้พร้อมใจกัน เปลี่ยนการห่มผ้าจากแบบเดิมเป็นห่มแหวก และได้ปฏิบัติพระธรรมวินัย

โดยเคร่งครัด ตามพระหรุงที่ได้ห่มแหวกมาก่อนหน้านั้นแล้วหลายปี ในสำนักของพระอาจารย์เภา วัดถ้ำตะโก จังหวัด ลพบุรี ซึ่งในครั้งนี้ พระหรุงได้มาในงานศพ พระครูสิงคิฯ และหลวงปู่ดีได้ชักชวนให้อยู่ด้วยกัน แต่พระหรุง ได้ตั้งข้อแม้ว่า ขอให้เปลี่ยนการห่มผ้าเป็นห่มแหวก และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยก่อน ซึ่งหลวงปู่ดีก็เห็นชอบด้วย จึงได้หารือต่อคณะสงฆ์และหมู่สงฆ์ก็เห็นชอบด้วยโดยพร้อมเพรียงกัน

จากนั้นเป็นต้นมา หลวงปู่ดี จึงเป็นประธาน เปลี่ยนการห่มผ้า เป็นห่มแหวกด้วยความพร้อมเพรียงแห่งคณะสงฆ์ และปฏิบัติตามบุพพสิกขาวรรณนา และวินัยมุขตลอดมาจนทุกวันนี้ในปี พ.ศ. 2458 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรสเสด็จมาทรงตรวจการคณะสงฆ์ จังหวัด กาญจนบุรี เมื่อทรงเห็นพฤติการณ์ของพระวัดเทวสังฆารามโดยตลอดแล้ว จึงได้ทรงยกย่องเป็นตัวอย่างของวัดทั้งหลายที่จะเปลี่ยนเป็นห่มแหวก และได้ตรัสถาม หลวงปู่ดี ถึงจำนวนปีที่ได้เปลี่ยนการห่มผ้า

เป็นห่มแหวก และเรื่องผ้ากฐิน และเรื่องแสดงอาบัติเป็นต้น ซึ่งหลวงปู่ดีก็ได้กราบทูลตอบตามที่ได้ปฏิบัติมา เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้าได้ฟัง ก็ตรัสว่า ถูกต้อง ในภายหลังเมื่อเสด็จไปวัดอื่นจังหวัดอื่น ก็ได้ทรงแนะนำให้ไปดูตัวอย่างวัดเทวสังฆาราม ต่อจากนั้นก็มีพระจากวัดอื่นมาดูตัวอย่างการปฏิบัติตนของพระวัดเทวสังฆารามอีกหลายต่อหลายครั้ง

พระของวัดเทวสังฆาราม มีการปฏิบัติเรียบร้อย ทั้งสม่ำเสมอเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การปฏิบัติ ตลอดจนขนบธรรมเนียม และระเบียบพิธีการที่ดีอยู่แล้ว ก็ใช้ต่อๆมา ที่บกพร่องก็แก้ไขให้ดียิ่งๆขึ้น ที่ยังไม่มีก็เพิ่มเติมเป็นลำดับ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่สมัยก่อนหน้านี้ มาถึงสมัยหลวงปู่ดี ไม่มีสมัยใดๆที่ วัดเทวสังฆารามได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆจนเจริญรุ่งเรืองเท่านี้มาก่อน

เมื่อปีพ.ศ. 2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชทานดำเนิน มาถวายผ้าพระกฐินต้น แก่คณะสงฆ์วัดเทวสังฆาราม ( วัดเหนือ ) และพร้อมกันนี้ทางวัดก็ได้ขอพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญ พระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. มาจารึกไว้เหนือผ้าทิพย์ ของพระพุทธรูปปางประทานพร ที่จะจัดสร้างไว้ให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธา เช่าหาไปบูชา เพื่อนำรายได้มาบำรุงวัด

ซึ่งในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแผ่น ทอง เงิน และนาก ลงในเบ้าหลอมพระพุทธรูปทุกเบ้าอีกด้วย และจากนั้นมาทางวัดก็ได้มีการจัดสร้างพระพุทธรูปปางประทานพร ภ.ป.ร. โดยมีรูปแบบคล้ายคลึงกับของเดิม ออกมาให้ประชาชนรุ่นต่อๆมาเช่าหาไปบูชา ตลอดมาจนทุกวันนี้ ทุกวันนี้พระพุทธรูป ภ.ป.ร. ที่สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2506 มีผู้เสาะหากันมาก จนสนนราคาเช่าหากันในองค์ที่สวยๆมาก ถึงเลขหกหลัก ไม่เพียงเท่านั้น พระกริ่ง พุทธโชติ ที่สร้างในสมัยหลวงปู่ดี

ในปัจจุบันก็เป็นที่ต้องการของคนเมืองกาญจน์ ซึ่งในองค์ที่สวยๆก็มีผู้ให้ราคามากหมื่นมาแล้ว เมื่อเราๆได้รับทราบประวัติของพระเทพมงคลรังษี ( หลวงปู่ดี )จะเห็นได้ว่าหลวงปู่ดีไม่ใช่พระวัดเทวสังฆาราม มาก่อน การที่พระครูสิงคิฯ ( หลวงพ่อสุด ) เจ้าอาวาสองค์ก่อนหน้านั้น เลือกหลวงปู่ดี มาเป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อไปก็คงจะเป็นคราวที่ พระครูสิงคิฯ เดินทางไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากอง พม่า แล้วหลวงปู่ดีซึ่งก่อนหน้านั้นเคยพบกับท่านไม่กี่ครั้ง ได้ขออนุญาติติดตามไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากองด้วย ในระหว่างทางทั้งไปและกลับ ร่วมเดือนกว่าๆนั้น พระครูสิงคิฯ ไม่สบาย ก็ได้หลวงปู่ดีคอยดูแลปฏิบัติรับใช้ ยิ่งกว่าพระและโยมที่พระครูสิงคิฯ พาไปด้วยเสียอีก

ในตอนก่อนจะกลับจากพม่ามาเมืองไทย หลวงปู่ดีไม่อยากกลับไทย อยากจะอยู่ที่พม่าต่ออีกระยะหนึ่ง จึงมาขออนุญาติ พระครูสิงคิฯ ขออยู่ที่พม่าต่อ ซึ่งพระครูสิงคิฯก็ไม่อนุญาติ ขอให้เดินทางกลับมาส่งท่านที่เมืองไทยด้วยกันก่อน ก็แสดงว่าก่อนกลับจากพม่าท่านต้องเล็งหลวงปู่ดีไว้แล้วว่าจะให้หลวงปู่ดีรับภาระเป็นสมภารแทนท่าน ถ้าหากให้หลวงปู่ดีอยู่ที่พม่าต่อ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้พบกันอีก และอาจจะไม่ทันการณ์ เพราะท่านรู้ตัวดีว่าอาจอยู่ได้อีกไม่นาน อีกทั้งจะเห็นได้ว่า เมื่อ

กลับมาถึงเมืองไทยแล้วยังอ้อนวอนขอให้หลวงปู่ดีไปส่งท่านถึง วัดเทวสังฆาราม ( วัดเหนือ ) ที่เมืองกาญจน์อีกด้วย จุดประสงค์ก็คือพระครูสิงคิฯ คงต้องการพาหลวงปู่ดี ไปให้ทายกทายิกาดูตัว จึงปรากฏในภายหลังว่าเมื่อหลวงปู่ดี ไปส่งพระครูสิงคิฯ ที่วัดเทวสังฆารามแล้ว สักพักกลับไปอยู่วัดรังษี ที่กรุงเทพ ท่านก็ยังไปเยี่ยมหลวงปู่ดี เป็นระยะ จนท่านล้มป่วยไปไหนไม่ไหว จึงมีจดหมายมาถึงหลวงปู่ดี ขอให้ไปเยี่ยมท่านบ้าง เมื่อหลวงปู่ดีไปเยี่ยมท่านที่วัดเหนือ ประกอบกับ พระกลึงซึ่ง

เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของวัดเทวสังฆาราม และสวดปาฏิโมกข์ได้ได้มรณภาพ พระครูสิงคิฯจึงให้ศิษย์ยานุศิษย์ มาขอร้องอ้อนวอนให้หลวงปู่ดี เป็นสมภาร ครั้งนั้นหลวงปู่ดีก็ปฏิเสธ แต่รับจะอยู่ที่วัดช่วยงานพระครูสิงคิฯ ในการสวดมนต์ เทศ สวดปาฏิโมกข์ ไปก่อน ดังนั้น เมื่อพระครูสิงคิฯ มรณภาพลงในปีนั้น หลวงปู่ดีจึงไม่มีทางปฏิเสธได้อีก

หลวงปู่ดี ท่านถึงแก่มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2510 รวมสิริอายุได้ 94 ปี 73 พรรษา และได้รับการแต่งตั้งดังนี้

พ.ศ. 2454 เป็น เจ้าอาวาส วัดเทวสังฆาราม

พ.ศ. 2466 ได้รับการแต่งตั้ง เป็นพระอุปัชฌายะ

พ.ศ. 2461 เป็น เจ้าคณะแขวงอำเภอ ท่ามะกา

พ.ศ. 2469 เป็น รองเจ้าคณะจังหวัด กาญจนบุรี

พ.ศ. 2490 เป็น เจ้าคณะจังหวัด กาญจนบุรี

เรื่องราวโดยย่อของ พระเทพมงคลรังษี ( หลวงปู่ดี ) แห่งวัด เทวสังฆาราม ( วัดเหนือ ) เกจิอาจารย์ องค์หนึ่งที่มีชื่อมาก ของ จังหวัด กาญจนบุรีที่ได้นำเสนอมานี้ ก็ได้ข้อมูล มาจาก หนังสือ ที่พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระมงคลรังษี ( ดี พุทธโชติเถร ) ณ เมรุ วัดเทวสังฆาราม 7 เมษายน 2511 ขอขอบพระคุณข้อมูลต้นฉบับจากเว็บเพือนบ้านที่นำมาลงเพื่อการศึกษา และท่านผู้อ่านสามารถคัดลอกไปเพยแพร่ที่อื่นๆได้ตามต้องการหรือแก้ไขตามความรู้ของท่านเองได้ เพราะผมเองก็ได้ข้อมูลนี้มาจากคนอื่นๆเหมือนกัน