หลวงปู่หลิว ปณฺณโก เจ้าตำรับพญาเต่าเรือน วัดไร่แตงทอง จ.นครปฐม

หลวงปู่หลิว  เจ้าตำรับพญาเต่าเรือน วัดไร่แตงทอง พุทธคุณของพญาเต่าเรือนของหลวงปู่หลิว เด่นอย่างยิ่งทางด้านเมตตาค้าขาย

หลวงปู่หลิว ปณฺณโก เมื่อกล่าวถึงที่มาของพญาเต่าเรือน เมื่อครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็น พญาเต่าเรือน นามว่า มหาจิตรจุล อาศัยอยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง อยู่มาไม่นานเกิดเหตุพายุเข้าบริเวณเกาะเป็นเหตุให้เรือสำเภาที่ผ่านมาอับปาง ผู้คนที่ว่ายน้ำหนีตายมาอาศัยบนเกาะเป็นจำนวนมากต่างขาดอาหารและน้ำ จึงคิดทำร้ายพญาเต่า ในครั้งนั้นพญาเต่าโพธิสัตว์คิดว่า เมื่อชาวบ้านต่างเดือดร้อนถึงขนาดต้องคิดฆ่าตัวเราเพื่ออยู่รอด จึงมีจิตอนุเคราะห์กลิ้งตัวจากภูเขาหมาย

จะบริจาคทานด้วยเลือดและเนื้อของตนผู้คนเหล่านั้นจึงได้อาศัยเนื้อมาบริโภค แล้วเอากระดองทำเป็นพาหนะกลับสู่บ้านเมืองอย่างปลอดภัย ภายหลังผู้คนเหล่านั้นระลึกถึงบุญคุณของพญาเต่าเรือน จึงได้วาดภาพไว้สักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลกาลต่อมาจึงได้มีการสร้างวัตถุมงคลรูปเต่าลงอักขระเลขยันต์ปลุกเสกและบูชาสืบทอดมาถึงปัจจุบัน ด้วยอานุภาพแห่งมหาทานอันยิ่งใหญ่ในครั้งนั้น พูดถึงวัตถุมงคล พญาเต่าเรือน พระเกจิอาจารย์ที่จะถูกกล่าวขวัญถึงมากที่สุด ก็คือ หลวงปู่หลิว ปณฺณโก อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่แตงทอง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม หนึ่งในเกจิอาจารย์ดังของจังหวัด ผู้เป็นเจ้าตำรับ เหรียญพญาเต่าเรือน อันเลื่องชื่อนั่นเอง

หลวงปู่หลิวเกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ปี พ.ศ.2448 ณ บ้านหนองอ้อ ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ในตระกูล แซ่ตั้ง ของ นายเต่งและนางน้อย เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวน 9 คนในวัยเด็ก ขณะที่เพื่อนๆ วิ่งเล่นซุกซนกันตามประสาเด็กนั้น ท่านกลับมองถึงความยากลำบากของครอบครัว จึงช่วยทางบ้านทำงานทำการพร้อมเรียนวิชาช่างไม้จากผู้เป็นบิดาไปด้วย เมื่อโตขึ้นท่านจึงมีความชำนาญทางช่างเป็นเลิศ

หลวงปู่หลิว วัดไร่แตงทอง 07

นอกจากนี้ ยังสนใจศึกษาด้านยาสมุนไพรจนกลายเป็นหมอยาประจำหมู่บ้านและละแวกใกล้เคียง แต่แล้วชะตาชีวิตของท่านก็หักเหให้ต้องทิ้งบ้านเกิดเข้าป่าไปเรียนวิชาอาคมกับพระอาจารย์ชาวกะเหรี่ยงอยู่ถึง 3 ปี ก่อนจะกลับมาปราบโจรผู้ร้ายที่

รังแกครอบครัวจนพ่ายแพ้ แล้วท่านก็แยกตัวออกมาทำงานของตัวเอง และมีภรรยาชื่อ นางหยด มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน จนอายุได้ 27 ปี เบื่อหน่ายชีวิตฆราวาส จึงตัดสินใจบรรพชาเป็นพระภิกษุ ณ วัดโบสถ์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี โดยมี หลวงพ่อโพธาภิรมย์ วัดบำรุงเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่ออินทร์ วัดโบสถ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์ห่อ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา ปณฺณโก

จากนั้นกลับไปจำพรรษาที่วัดหนองอ้อ และเดินทางไปศึกษาวิชาอาคมเพิ่มเติมกับอาจารย์ชาวกะเหรี่ยงอีกครั้ง รวมทั้ง หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี, พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช และ หลวงพ่ออุ้ม จ.นครสวรรค์ รวมถึงคณาจารย์อีกหลายท่านด้วยความที่หลวงปู่หลิวมีความชำนาญด้านงานช่าง ขณะที่จำพรรษาที่วัดหนองอ้อเพื่อเรียนพระปริยัติธรรม ท่านก็ต้องไปสร้างศาลาการเปรียญให้วัดโคก จ.สุพรรณบุรี

ต่อมาได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดร้างในหมู่บ้านท่าเสา เพื่อช่วยสร้างกุฏิและโบสถ์จนเสร็จ ในปี พ.ศ.2484 ได้รับนิมนต์ไปช่วยบูรณะวัดสนามแย้ จ.กาญจนบุรี จนวัดเจริญรุ่งเรืองจากนั้นไปสร้าง วัดไทรทองพัฒนา ขึ้นใหม่ ที่ ต.จระเข้เผือก อ.ด่าน

มะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี โดยในช่วงนั้นท่านได้เก็บสะสมเงินจากการบริจาคของญาติโยมไปสร้าง วัดไร่แตงทอง ที่ ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน ซึ่งเป็นบ้านเกิด ก่อนที่จะย้ายมาจำพรรษาและพัฒนาจนเป็นวัดใหญ่โตมีชื่อเสียง นอกจากนี้ท่านยังได้สร้างสำนักสงฆ์ประชาสามัคคี อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และ สถานีอนามัยบ้านไร่แตงทอง (หลวงปู่หลิว ปัณณโก อุปถัมภ์) เฉลิมพระเกียรติ ปี 2540 จนท้ายสุดกลับมาจำพรรษาที่วัดหนองอ้อ ในฐานะเพียงพระลูกวัด

หลวงปู่หลิว วัดไร่แตงทอง 04

และมรณภาพเมื่อวันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ.2543 สิริอายุ 95 พรรษาที่ 74 หลวงปู่หลิว เป็นพระเกจิผู้ทรงอภิญญาและพุทธาคมสูงส่ง มีเมตตาบารมี ถือสันโดษ เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชน มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั้งชาวไทยและ

ชาวต่างประเทศ หลังจากท่านมรณภาพแล้ว ในปี 2548 พระใบฎีกาสายชล จิตตะกาโร เจ้าอาวาสวัดไร่แตงทองรูปปัจจุบัน และคณะศิษยานุศิษย์ ได้จัดสร้างรูปเหมือนหลวงปู่หลิว นั่งประทับพญาเต่าเรือนองค์ใหญ่ พร้อมด้วยวิหารครอบ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความดีซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่ผู้เลื่อมใสศรัทธาต่างหลั่งไหลไปกราบสักการะและลอดใต้ตัวเต่าด้วยความเชื่อว่าจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บ มีอายุยืนยาวเหมือนเต่าและหลวงพ่อหลิวซึ่งมีอายุยืนถึง 95 ปี มีโชคมีลาภ ค้าขายร่ำรวย และมีเมตตามหานิยม

การจัดสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อหลิวนั้น ท่านเริ่มสร้างมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2500 ที่วัดสนามแย้ ในยุคแรกๆ ส่วนใหญ่จะเป็นพระเนื้อผง ต่อมามีการจัดสร้างในหลายรูปแบบ ทั้ง เหรียญ, รูปหล่อลอยองค์, พระบูชา, พระสังกัจจายน์, พระปิดตา ส่วนเครื่องรางของขลัง มีอาทิ ตะกรุดคาดเอว, จิ้งจกสองหาง และ กัณหาชาลี เป็นต้น แต่ที่สร้างชื่อเสียงมากที่สุดและได้รับการยอมรับให้เป็นเจ้าตำรับ คือ เหรียญพญาเต่าเรือน ซึ่งท่านศึกษาวิชานี้มาจาก หลวงพ่อย่น วัดบ้านฆ้อง

อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เหรียญพญาเต่าเรือน ลักษณะเป็นรูปเต่า มี 4 ขา ปลายหัวด้านบนมีหู ลักษณะเดียวกับหูเหรียญ ส่วนรายละเอียดของตัวเต่านั้นจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น ดังเช่นตัวอย่างที่นำมาให้ชม คือ พญาเต่าเรือนรุ่นแรก สร้าง

เมื่อปี พ.ศ.2516 ณ วัดสนามแย้ และพญาเต่าเรือน รุ่นปลดหนี้ สร้างในปี พ.ศ.2536 ที่วัดไร่แตงทอง แต่ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนขอให้ทันหลวงปู่หลิวปลุกเสก ก็ล้วนมีประสบการณ์ครบถ้วน ทั้ง คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม ทำมาค้าขายร่ำรวย และมีโชคลาภ เช่นกันครับผม

“คาถาขอลาภหลวงปู่หลิว” ตั้งนะโม3 จบ

จะขอลาภหลวงปู่หลิวจะมะหาเถรา สุวรรณณะมามา ระชะมามา เพชรชะมามา อาหาระมามา ขาทะนียะมามา โภชะนียะมามา สัพเพชะนา พะหูชะนา สัพพะบูชา ภะวันตุเม นะชาลีติ อาคัจฉัยยะ อาคัจฉาหิ

“คาถาพญาเต่าเรือน”

นะมะภะทะ นาสังสิโม สังสิโมนา สิโมนาสัง โมนาสังสิ นะอุทะกะ เมมะอะอุอะ

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก ข่าวสด โดย อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ แฟนพันธุ์แท้พระเครื่อง และ ขอขอบพระคุณสำหรับเจ้าของรูปภาพหลวงปู่หลิว