หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ วัดชนแดน (วัดช้างเผือก) พระอรหันต์เมืองมะขามหวาน

หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ วัดชนแดน (วัดช้างเผือก)

หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ หรือ พระครูวิชิตพัชราจารย์ วัดช้างเผือก อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ พระเกจิชื่อดังและเป็นพระนักพัฒนาที่มีคุณูปการต่อกิจการคณะสงฆ์ในจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นอย่างมาก ท่านได้สร้างสมคุณงามความดีเอาไว้ทั้งทางโลกและทางธรรมเป็นอเนกอนันต์ให้ชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงคุณงามความดีไปอีกนานแสนนาน

หลวงพ่อทบ วัดชนแดน

 

หลวงพ่อทบ ธมฺมปญโญ ถือกำเนิดเกิดมาเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน4 ปีมะเส็ง ตรงกับวันท่ 3 มีนาคม พ.ศ.2424 ณ.บ้านยางหัวลม ตำบลนายม(ปัจจุบันแยกเป็นตำบลวังชมพู) อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ หลวงพ่อทบเป็นบุตรคนที่3 ของคุณพ่อเผือกและคุณแม่อินทร์ ม่วงดีมี่น้อง4คน ได้แก่ 1 นายหว่าง ม่วงดี 2 นางใบ ม่วงดี 3 นายทบ ม่วงดี (หลวงพ่อทบ) 4 นางแดง ม่วงดี

การบรรพชาอุปสมบท เด็กชายทบเข้าบรรพชาเมื่ออายุได้16 ปี(พ.ศ.2440) ที่วัดช้างเผือก โดยมีพระอาจารย์สี เป็นพระอุปัชฌาย์ จนปีพ.ศ.2445 ท่านได้เข้าอุปสมบทที่วัดเกะแก้ว บ้านนายม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีพระครูเมืองเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปาน เป็นพระกรรมวาจา พระสีเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ธมฺมปัญโญ จากนั้นท่านก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัย และวิปัสนากรรมฐานจาก พระอาจารย์ปาน วัดศิลาโมง และพระอาจายร์เหง้า วัดบ้านติ้ว อำเภอ

หล่มสัก  และออกธุดงค์แต่บัดนั้น ในขณะออกท่องธุดงควัตร ได้มีโอกาสพบกับหลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต พระเกจิชื่อดัง โดยหลวงพ่อเขียนเป็นคนบ้านตะลิ่งชัน ต.ชอนไพร อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ แต่มีอายุและพรรษามากกว่า หลวงพ่อทบจึงเรียกขานหลวงพ่อเขียน ว่า “หลวงพี่” ทุกครั้งไป ทั้งสองท่าน เป็นสหายธรรม ที่ใกล้ชิดกันมากที่สุด และ หลวงพ่อทบ ยังแขวนเหรียญหล่อรุ่นแรกของหลวงพ่อจั่น วัดบางมอญ อยุธยา รุ่นแรก ติดตัวท่านเหรียญหล่อโบราณติดตัวใว้ตลอดเป็นพระเกจิอาจารย์อีกท่านนึงที่หลวงพ่อทบเคารพนับถือเป็นอย่างมาก หลวงพ่อทบได้กล่าวว่า หลวงพ่อจั่น วัดบางมอญ นั้นมีพลังจิตที่แก่กล้ามาก

สายวิชาและศาสตร์ทางพุทธาคม

หลวงพ่อทบได้ศึกษาวิชาการสร้างตะกรุด มาจากหลวงพ่อสิ้ว คุณวโร โดยหลวงพ่อทบได้รับคำแนะนำจาก หลวงพ่อเง่า วัดบ้านติ้ว เมื่อครั้งหลวงพ่อทบท่านไปศึกษาวิปัสนาธุระ กับหลวงพ่อเง่า หลวงพ่อสิ้ว ได้เห็นถึงธรรมวิเศษที่ปรากฏในตัวหลวงพ่อทบ จึงถ่ายทอดสายวิชาตะกรุดโทน ตะกรุดพระเจ้าห้าพระองค์ ตะกรุดมหาปราบ ตะกรุดจะตุโร ตะกรุดมงคล๙ เฑาะว์มหาพรหม ด้วยเหตุนี้เองหลวงพ่อทบ ท่านปรากฏอานุภาพจึงเด่นในด้านมหาอุตม์ อันดับหนึ่ง แคล้วคลาดอันดับสองและเมตตาเป็นอันดับสาม – สายวิชาหลวงพ่อทบ ที่หลายท่านยอมรับและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด เป็นวิชาแม่ วิชาหลักในศาสตร์พุทธาคม คือ พระคัมภีร์ปถมัง พระเจ้าห้าพระองค์ มี 8 วรรค์ กับ 1 เกล็ด

หลวงพ่อทบ วัดชนแดน 3

ตามตำราโบราณท่านว่า ผู้ที่จะสำเร็จสายวิชานี้ จะต้องศึกษาให้สำเร็จทั้ง 8 วรรค 1 เกล็ดต้องศึกษาลงลึกไปถึงหลักวิชาและแก่นของวิชาแต่ละบทเมื่อสำเร็จวรรค 1 แล้วจึงศึกษาวรรค์2ต่อไปจนจบ จากนั้น จึงจะเรียนรู้ สายวิชาอื่นๆต่อไป ไม่ใช่ท่องจำ วิชานี้ต้องสำเร็จกสิณได้สมาบัติแล้วจึงจะสำเร็จ
วรรคที่ 1 นปัทมัง นะโมพุทธายะ ทำพิณธุ เสกพิณธุ ทำทัณเฑาะว์ เสกทัณเฑาะว์ ทำเภทะ เสกเภทะ ทำอังกุเสกอังกุ ทำสิระเสกสิระ ลบพิณธุ ทัณฑะ เภทะ อังกุ สิระ เป็น นะโมพุทธายะ ลบนะโมพุทธายะ เป็น มะ อะ อุ ลบ มะอะอุ เป็นองค์พระ

ควัมปติ ลบองค์พระควัมปติ เป็นอะวะนะอุนาโลม ลบอะวะนะอุนาโลม เป็นสูญ ลบสูญ เป็นมหาสูญ ลบมหาสูญ เป็นนิพพานสูญ
วรรคที่สอง ปถมังนะโมพุทธายะ ลบนะโมพุทธายะ เป็นมะอะอุ ลบมะอะอุ เป็นอุทัยโองการ เป็นต้น

ทำอย่างนี้จนสำเร็จ การจารอักขระสายวิชาที่ตัวเองสำเร็จ จะปรากฏความเข้มขลังเป็นที่สุด – แผ่นยันต์ที่จาร ในตะกรุดหลวงพ่อทบ 3 กษัตริย์ ยุคปลาย จะมีสี่แผ่น แผ่นทองแดงจะเป็นยันต์ไตรสรณะคมภ์ จารรอบด้วยอัขระหัวใจพระไตรสรณะคมภ์ พุทธสังมิ พระเกจิอาจารย์ที่ท่านใช้ยันต์นี้ที่พบคือ หลวงพ่อดิ่งวัดบางวัว หลวงพ่อกวย หลวงพ่อเลียบ สมเด็จพระวันรัตน์ ( แดง ) เป็นต้น มีพุทธคุณด้านมหาอุตม์เป็นเลิศ

แผ่นทองแดงเป็นการถอดหัวใจ พระพุทธคุณ นวหรคุณ มงคลเก้า ลงอักขระเป็น 8 ช่อง เป็นสุดยอดแห่งพระคาถา แคล้วคลาดมหานิยมเป็นเลิศ
แผ่นตะกั่วจะเป็นแผ่นรวมยันต์ พระคาถา อิติปิโส 8 ทิศ และพระคาถา สัมพุทเธ พุทธคุณครอบจักวาล

แผ่นตะกั้วแผ่นที่ 4 จะเป็นแผ่นที่จารอักขระหัวใจพระพุทธ และอักขระ นะ ชา รี ติ เป็นแผ่นคุมยันต์ …..ตะกรุดหลวงพ่อทบ เป็นตะกรุดที่มีอานุภาพสูง ครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านมหาอุตม์ แคล้วคลาด เมตามาหานิยม – ตะกรุดหลวงพ่อสิ้ว คุณวโร เป็นตะกรุดที่จารด้วย ยันต์นปัทมัง พระเจ้า 5 พระองค์ จากการแกะรอยจาร ที่ปรากฏบนแผ่นทองแดง ที่นูน ลึกชัด บ่งบอกถึงพลังในการจาร มีน้ำหนัก เข้ม ขลัง เรียกได้ว่าจารแบบเน้นๆ ดอกนี้เป็นตะกรุดทองแดง หุ้มทองแดง ปิดห้วท้ายด้วยแผ่นจารอักขระ เป็นตะกรุด มหาอุตม์ โดยแท้ ดอกนี้บ่งบอกว่า นี้เป็นตะกรุดสายวิชาเดียวกัน  ตะกรุดดอกนี้สร้างก่อน ปี 2489 แน่นอน เพราะหลวงพ่อสิ้ว ท่านมรณะภาพ ปี 2489 อายุตะกรุด 60 กว่าปี ความสัมพันธ์ทางสายวิชา บ่งบอกได้

จากเอกลักษณ์ที่เป็นรูปธรรม ที่เป็นเอกลักษณ์ในสายวิชานั้นๆ นี้คือที่สุดของตะกรุดสายเมืองเพชรบูรณ์ โดยแท้ – พระอาจารสี เป็นอุปฌาย์ให้ตอนหลวงพ่อทบท่านบรรพชา ต่อมาพระอาจารย์เมืองจากวัดแกะแก้วเป็นพระอุปัชฌาย์มีพระอาจารยสีเป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระอาจารย์ปานเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สีมีความเกี่ยวข้องกับพระอาจารย์ปาน และที่เด่นชัดที่สุดคือพระอาจารย์ปานและพระอาจารย์สี ได้เป็นผู้ถ่ายถทอดวิชาศาสตร์ ทางพระพุทธาคมจากพระคัมภีร์ นปัทมัง

พระเจ้าห้าพระองค์ พระคัมภีร์แม่บท พระคาถาอาคมแม่ธาตุ และยังได้เรียนรู้พระคาถาหัวใจ 108 พระคาถาพันเก้า จากนั้นพระอาจารย์สี และพระอาจารย์ปาน ได้แนะนำให้หลวงพ่อทบไปพบกับพระสังวรธรรมคุณหรือพระอาจารย์เง่า วัดบ้านติ้ว –

การพบกันในครั้งนั้น หลวงพ่อทบได้เรียนวิปัสนาธุระจนได้ชาญสมาบัติแล้ว หลวงพ่อเง่ายังเมตตาถ่านทอดวิชากสิณ 10 วิชามหาภูติรูป 4 และที่นี้เอง ที่หลวงพ่อทบท่านได้สำเร็จเตโชกสิณขั้นสูง สามารถเพ่งพิจารณาพระอาทิตย์ได้ เป็นวิชาที่ถูกจริตกับหลวงพ่อทบมากที่สุด จากนั้นหลวงพ่อทบท่านได้เดินทางไปศึกษาเรียนวิชาสายตะกรุดจากหลวงพ่อสิ้ว ตามคำบอกของหลวงพ่อเง่า ในสายวิชาดังกล่าว เป็นที่ประจักษ์แล้วกับประชาชนทั่วไป และเป็นที่ยอมรับ และพิสูจน์ให้เห็นจริงและ

ประจักษ์กับพยานบุคคลที่ยืนยันได้หลายท่าน ปัจจุบันบางท่านยังมีชีวิตอยู่ การเก็บข้อมุลมานานกว่า 20 ปี จึงนำมาถ่ายทอดลงในหนังสือเล่มประวัติศาสตร์เล่มนี้ ในเทปบันทึกเสียง ของหลวงพ่อทบ ที่ผู้ใหญ่แฉล้ม สัมภาษณ์หลวงพ่อไว้ ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ – หลังจากที่หลวงพ่อทบท่านได้เรียน วิชาสายวิชาต่างๆสำเร็จแล้ว ท่านก็ได้ออกจาริกธุดงค์วัตร ออกรุกขมูลไปตามสถานที่สัปปายะเจริญจิตรภาวนาจากเพชรบูรณ์ ไปตามสถานที่ต่างๆ และหลวงพ่อทบ ท่านได้ที่ถ่ำเขาวัวแดง

จังหวัดชัยภูมิ ปัจจุบันเป็นสำนักสงฆ์ เป็นสถามที่อาถรรพ์ และศักดิ์สิทธิ์ เกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายท่านในอดีต จะต้องไปเจริญภาวนา ณ. ที่แห่งนี้ เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นที่สุดของวิชาทางศาสตร์ทางพุทธาคม ในส่วนนี้ขอนำเสนอไว้แค่นี้ไม่อาจกล่าวเกินเลยได้ เพราะจะไปล่วงละเมิดในส่วนของความเป็นจริง เหนือจิตนาการของพระครูเทพโลกอุดร – หลังจากที่หลวงพ่อทบได้เดินทางกลับเพชรบูรณ์ท่านก็มาจำพรรษาที่วัดแกะแก้ว จวบจน ปี 2472 หลวงพ่อทบ ท่านก็ได้รับแต่ง

ตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดเกาะแก้วตั้งแต่นั้นมา – การสร้างตะกรุดหลวงพ่อทบ ท่านได้ยึดหลักธรรมชาติ กำหนดความยาวของตะกรุด ช่น ตะกรุดโทน ที่เรารู้จัก ต้องยาว 4 นิ้ว ขึ้นไป ( ตามศาสตร์โบราณว่า ความยาวตะกรุดโทนต้องยาว 7 ใบมะขามเรียงกันขึ้นไป ) ตามตำรา ความสั้นยาวของตะกรุด มีที่มาที่ไป ความยาว 7 ใบมะขามเรียงต่อกัน ตามศาสตร์โบราณหมายถึง พระอภิธรรม 7 คัมภีร์ ประกอบด้วย – ธัมมสังคนี – วิภังค์ – ธาตุกถา – ปุคคลบัญญัติ – กถาวัตมก – ปัฏฐาน  ตะกรุดหลวงพ่อทบ จึงมิใช่เครื่องรางของขลัง ที่ไม่มีความหมายตามคติความเชื่อทางด้านคันถธุระ ไม่ใช่มีไว้เพื่อให้ลุ่มหลงงมงายในด้านศาสตร์พุทธาคม หากมีความหมายทางด้านพุทธานุภาพแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตะกรุดหลวงพ่อทบเป็นตะกรุดที่

สร้างตามแบบตำราโบราณ จึงไม่แปลกที่ตะกรุดของหลวงพ่อทบมีประสบการณ์บ่อยๆ การลงอักขระในแผ่นโลหะ ต้องอาศัยความชำนาญ น้ำหนักการลงเหล็กจาร สมาธิ ต้อง ไม่ธรรมดา
ตะกรุดหลวงพ่อทบ ขลังตั้งแต่การจาร ลุงสมพงษ์เล่าให้ผมกับอาจารย์วีรวัฒน์ฟังว่า ตะกรุดหลวงพ่อทบเมื่อจารเสร็จ จะลองยิงก่อน เมื่อยิงไม่ออกแล้ว จึงเอาไปให้หลวงพ่อทบปลุกเสกสัมทับอีกที่ หลวงพ่อทบท่านบอกว่า คนจารตะกรุดต้องมีสมาธิแน้วแน่ จิตรสงบ ขณะจารต้องว่าพระคาถากำกับ ท่องไป ท่องกลับ จนกว่าขั้นต้อนการจารจะเสร็จสิ้น หลวงพ่อทบท่านจะใช้พระคาถาบทนี้ นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ ว่าไปว่ากลับ เพื่อเป็นการกำกับและควบคุมสมาธิของผู้จาร

และอีกบทหนึ่ง…ที่สายวิชาตะกรุดของท่านใช้

พุทโธ พุทธัง ธะนะกันตัง อรหังพุทโธ นะโมพุทธายะ

คาถาบทนี้เป็นพระคาถามหาอุตม์อยู่ยงคงกระพัน
คนที่จะท่องพระคาถาไปและกลับได้ ต้องมีสมาธิแข็ง นิ่ง เพ่งสมาธิไปที่ตัวอักขระที่จารทุกตัว คนที่จารตะกรุดให้หลวงพ่อทบมีอยู่เพียงไม่กีท่านเท่านั้น อาจารย์เพ็ง อาจารย์สมพงษ์ และพระจากวัดกุฎิพระอีก 1 องค์
ปฐมปาฏิหาริย์ หลวงพ่อทบ

จังหวัดเพชรบูรณ์สมัย 40-50ปี ก่อนนั้นมีแต่ป่าสมัยนั้นใครมาเพชรบูรณ์..ต้องเตรียมผ้าขาวมาห่อกระดูกกลับด้วย…เพราะไข้ป่าชุกชมจึงเป็นเมืองไกลปืนเทียง….แต่กระนั้นก็ตามยังมีภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งในสมัยนั้น..ได้สร้างปาฏิหาริย์ให้เประจักษ์และสร้างชื่อเสียงให้เมืองเพชรบูรณ์….พระภิษุหนุ่มรูปนั้นมีชือว่า…ทบ…ปี พ.ศ.2465 ตอนนั้นพระหนุ่มที่ชื่อทบนั้น ได้รับนิมนต์ให้เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกครั้งใหญ่ที่วัดสุทัศน์…ครั้งนั้นภิกษุหนุ่มจากเพชรบูรณ์..ได้เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ…ในงา

นพุทธาภิเษกครั้งนั้น…ไม่มีช่างภาพคนไหนถ่ายรูป..พระทบ…ติดเลยแม้แต่คนเดียว…และที่โด่งดังสุดๆก็ในปี พ.ศ.2469 พระทบได้รับนิมนต์ให้เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกอีกครั้งหนึ่งที่วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่…แล้วเหตุการณ์เช่นเดียวกับที่วัดสุทัศน์ก็เกิดขึ้นอีก..คือถ่ายรูปท่านไม่ติด…ตั้งแต่นั้นมาชื่อของพระทบจึงเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ..ไม่ว่างานปลุกเษกที่สำคัญๆที่ไหน พระทบจะได้รับนิมนต์ให้เข้าร่วมพิธีเสมอ…..นี้คือปฐมปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อทบ.และเป็นที่กล่าวขารกันมาจนทุกวันนี้

หลวงพ่อทบกับการสร้างวัตถุมงคล

หลวงพ่อทบท่านเป็นเกจิอาจารย์ร่วมสมัยในยุคก่อนปี พ.ศ.2500 และหลังปี 2500 พระคณาจารย์หลายท่านในช่วงนั้นมีชื่อเสียงโด่งดัง..หลวงพ่อทบท่านก็เป็นอีกท่านหนึ่ง..ในขณะนี้วัตถุมงคลของหลวงพ่อได้รับความนิยมมากเหลือเกินเมื่อเทียบกับ 3-4 ปีที่ผ่านมาก็ด้วยสาเหตุหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ในวัตถุมงคลขอลหลวงพ่อเป็นที่ยอมรับจากทุกส่วนของประเทศ พระเครื่องหลวงพ่อทบไม่ใช่พระท้องถิ่นอีกต่อไปแล้ว วัตถุมงคลของท่านนับวันยิ่งหายากขึ้นไปทุก

ขณะราคาเล่นหาแรงสุดๆ การสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อทบนั้นดูเผินๆก็เหมือนกับการสร้างวัตถุมงคลโดยทั่วๆไปแต่เบื่องหลังการจัดสร้างนั้นไม่ธรรมดา หลวงพ่อทบท่านสร้างวัตถุมงคลเพื่อคุณภาพมากกว่าปริมาณ หลวงพ่อทบท่านเน้นพิธีการ ฤกษ์ยาม และวิธีการสร้าง โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบที่จะใช้สร้างเช่นแม่พิมพ์ต่างๆทั้งที่เป็นดินและโลหะ ก่อนขึ้นรูปแกะพิมพ์ปั้นหุ่นหลวงพ่อจะต้องเสกก่อนทุกครั้งเมื่อแม่พิมพ์สร้างเสร็จหลวงพ่อก็จะพรหมน้ำมนต์ดปรยข้าวตอกดอกไม้และ

ปลุกเสกอีกครั้ง โดยเฉพาะดินที่จะเอามาทำวัตถุมงคลยังต้องทำพิธีขอเจ้าที่เจ้าทางที่ดูแลบริเวณนั้นเสียก่อน และที่สำคัญก็จะยึดฤกษ์ยามที่เป็นมงคล วันดีที่พระคณาจารย์ยุคเก่าท่านนิยมทำพิธีคือวันเสาร์ห้า หรือเวลาเพชฆาตฤกษ์ซึ่งตามตำราท่านว่าเป็นวันแข็งประกอบพิธีวันนี้ท่านว่าขลังนักแล…ทุกขั้นตอนหลวงพ่อถือเอาตามตำราโบราณอย่างแท้จริงและถูกต้องทุกขั้นตอน หลวงพ่อท่านถือมากครับในเรื่องนี้ การสร้างวัตถุมงคลทุกครั้งจะต้องใช้วัตถุที่เป็นมงคลทั้งสิน เช่น ทองคำ เงิน ทองเหลือง ทองแดง สำริด นวะโลหะ เป็นต้น มวลสารประเภทดิน ท่านก็จะใช้ดินโปร่ง ดินท่า ดินขุยปู ดินจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆทั่วประเทศ วัตถุเหล่านี้ถือว่าเป็นวัตถุที่เป็นมงคลในตัวเอง วัตถุมงคลของหลวงพ่อทบนั้นปัจุบันล้วนได้รับความนิยมทั้งสิ้น

พ.ศ.2490 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2497 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอชนแดน และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ในราชทินนามที่ พระครูวิชิตพัชราจารย์ หลวงพ่อทบท่านมรณะภาพลงเมื่อ วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2519 ทางวัดช้างเผือกได้จัดให้มีงานประจำปีและวางศฺลาฤกษ์พระอุโบสถหลังใหม่ ในวันนั้นฝนตกหนักมากคืนนั้นหลวงพ่อป่วยหนักมากวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2519 ตอนบ่ายได้มีการนำหลวงพ่อส่งโรงพยาบาลในกรุงเทพแต่ไปได้แค่บ้านนาเฉลี่ยงหลวงพ่อก็มรณภาพลงด้วยอาการสงบเมื่อเวลา 4 โมงเย็นของวันที่14 มีนาคม พ.ศ.2519  คณะศิษยานุศิษย์ ได้นำศพหลวงพ่อไปบรรจุไว้ในโลงแก้ว ตามคำสั่งสุดท้าย ก่อนมรณภาพที่สั่งไว้ว่า “ห้ามนำร่างกายกูไปเผา ต่อไปในวันข้างหน้า ร่างกายนี้จะมีคุณประโยชน์ต่อวัด”

ปัจจุบัน วัดช้างเผือกกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่ง ในแต่ ละวันจะมีประชาชนทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดพากันมากราบสักการะร่างที่ไม่เน่าเปื่อยทุกวัน ร่างกายที่ไม่เน่าเปื่อยและกลายสภาพเป็นหิน นอนสงบนิ่งอยู่ภายในโลงครอบแก้ว เหมือนกับว่าท่านยังไม่มรณภาพ

หลวงพ่อทบ วัดชนแดน 5

ทุกปี วัดช้างเผือกจะเปลี่ยนผ้าไตรจีวรให้แก่ท่านเป็นประจำ และผ้าจีวรที่เปลี่ยนออกมา ชาวบ้านญาติโยมต่างพากันนำไปเป็นเครื่องราง กล่าวกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ไม่เสื่อมคลาย แม้ว่าท่านจะมรณภาพไปนานกว่า

ขอขอบพระคุณข้อมูลบางส่วนจาก เว็บพันทิป สมาชิกหมายเลข 972728 ใว้ ณ ที่นี้ และข้อมูลบางส่วนจากเว็บ www.itti-patihan.com