หลวงพ่อสุ่น สุนทโร วัดบางปลาหมอ อำเภอบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา

หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ_1.1

หลวงพ่อสุ่น พระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวัดบางปลาหมอ อำเภอบางบาล จังหวัด พระนครศรีอยุธยา

หลวงพ่อสุ่น พระผู้เป็นพระอาจารย์ของสองพระเกจิอาจารย์ชื่อดังคือ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ทั้งสองพระเกจิอาจารย์จัดว่าเป็นสุดยอดพระอาจารย์ดังของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยทีเดียว หลวงพ่อสุ่น ถึงแม้ชื่อเสียงท่านจะไม่โด่งดังเท่ากับศิษย์รักทั้ง ๒ รูปที่กล่าวมานั้น แต่ในตัวหลวงพ่อเองจัดว่าเป็นพระอาจารย์ที่สำเร็จกรรมฐาน เป็นพระหมอยาที่มีชื่อเสียงมาก เมื่อครั้งที่ท่านมีชีวิตอยู่ ชาวอำเภอเสนา อำเภอบางบาล บางไทร และใกล้เคียงต่างก็เคารพรักศรัทธาในตัวท่านมาก

หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ
หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ

ประวัติหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอนั้นเลือนรางมาก มีแต่การเล่าต่อๆ กันมาอีกทีหนึ่งแทบจะหารายละเอียดไม่ได้เลย ทั้งนี้เพราะว่าสมัยท่านไม่มีใครบันทึกเรื่องราวเอาไว้ และผู้ที่พอจะรู้เรื่องของหลวงพ่อบ้างต่างก็เสียชีวิตกันหมดแล้ว จึงเป็นที่น่าเสียดายมากสำหรับชีวประวัติ เรื่องราวของพระอาจารย์ดังที่เก่งในด้านวิชาอาคมต่างๆ ไม่มีการเล่าขานให้กระจ่างชัดเท่าที่ควร

ประวัติของหลวงพ่อสุ่นที่พอจะสันนิษฐานจากรูปถ่ายของท่าน ปีพ.ศ.ที่ถ่ายไว้ และประมาณอายุของท่านในตอนที่ได้ถ่ายรูปนั้น ก็พอจะคาดเดาเอาว่าท่านน่าจะเกิดในราวปี พ.ศ.๒๓๕๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ (แต่มีผู้ที่ได้สันนิษฐานแตกต่างออกไป คือสันนิษฐานว่าหลวงพ่อสุ่น ท่านน่าจะเกิดราวๆ ปีพ.ศ.๒๓๖๙-๒๓๗๓ เพราะว่าท่านเป็นสหธรรมิก กับหลวงพ่อปั้น วัดพิกุลฯ (เกิด ๒๓๗๖ มรณภาพ ๒๔๕๖) และ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย (เกิด ๒๓๗๑ มรณภาพ ๒๔๕๑) น่าจะอายุอานามใกล้เคียงกัน

อีกทั้งมีรูปถ่ายของหลวงพ่อสุ่นที่ถ่ายคู่กับพัดรอง ซึ่งมีจารึกไว้ที่พัด ว่าเป็นพัดรองที่ระลึกงานพระเมรุ พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ (พระนามเดิม หม่อมเจ้าปิ๋ว ลดาวัลย์) แสดงว่าหลวงพ่อสุ่นได้รับนิมนต์ในงานพระเมรุนั้น ซึ่งจัดขึ้นในปี จ.ศ. ๑๒๔๘ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๒๙ ด้วย และข้อมูลจากพระราชนิพนธ์ “ประพาสต้น” ครั้งที่ ๒ ปีพ.ศ.๒๔๔๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมาประทับแรมที่วัดสีกุก อ.บางบาล จังหวัดอยุธยา เมื่อวันที่ ๔-๕ สิงหาคม ๒๔๔๙ กล่าวถึงว่า

“วันที่ ๕ เช้าโมงหนึ่ง น้ำลดสะพานเดินได้ ขึ้นไปถ่ายรูปในมณฑป ที่พูดเมื่อวานนี้ มีพระป่าเลไลยก์ และรูปเจ้าอธิการวัดบางปลาหมอ ที่เขาเรียกในคำจารึกแต่ว่า พระอาจารย์หมอ รูปร่างหน้าตางาม ขนาดเท่าตัว ท่านอาจารย์คนนี้เป็นหมอรักษาบ้า ว่าเป็นพระญาติสมเด็จพระปวเรศ”

และในหมายเหตุท้ายพระราชนิพนธ์นี้ได้ระบุว่า “อาจารย์วัดบางปลาหมอองค์นี้ ชื่อ อาจารย์สุ่น” จากพระราชนิพนธ์นี้ทำให้ได้เค้าข้อมูลบางอย่าง คือการที่ พระพุทธเจ้าหลวงทรงนิพนธ์ไว้ว่า “รูปเจ้าอธิการ ที่เขาเรียกในคำจารึกแต่ว่า พระอาจารย์หมอ..” แสดงว่าในปีพ.ศ. ๒๔๔๙ นั้นหลวงพ่อสุ่นท่านมรณภาพแล้ว จากหลักฐานที่มีอยู่ก็ทำให้สันนิษฐานต่อได้ว่า หลวงพ่อสุ่นท่านน่าจะมรณภาพในราวปี พ.ศ.๒๔๔๗ สิริอายุราว ๘๙-๙๐ ปี และที่ว่าเป็นพระญาติของสมเด็จกรมพระยาปวเรศฯ ก็มาจากข้อมูลนี้ โดยหลวงพ่อสุ่นท่านอาจจะเป็นพระญาติของสมเด็จกรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์ ทางฝ่ายเจ้าจอมมารดาก็อาจเป็นได้

หลวงพ่อสุ่นท่านเป็นสหธรรมิกกับ หลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสคันธ์ และ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย จากคำบอกเล่าของชาวบ้านและหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ผู้เป็นศิษย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งได้รับการบอกเล่าต่อมาจากหลวงพ่อปาน ก็พอจะได้เค้าราง ดังต่อไปนี้ มีเรื่องเล่าถึงเรื่องราวของหลวงพ่อสุ่นกับสหธรรมิก(เพื่อน)ของท่านคือหลวงพ่อปั้น วัดพิกุลโสคัณธ์ (ข้างวัดพระขาว) เอาไว้ว่า คราวหนึ่งเมื่อเวลาที่หลวงพ่อปั้น แจวเรือผ่านหน้าวัดบางปลาหมอ หลวงพ่อสุ่น ก็ทักทายหลวงพ่อปั้น ว่า “เอ้า…ท่านจะไปไหนล่ะ?” หลวงพ่อปั้นบอกว่าจะไปในเมืองหลวงพ่อสุ่นจึงพูดต่อว่า “แล้วทำไมไม่ไปล่ะ รออะไรอยู่” หลวงพ่อปั้น ก็พูดว่า “ก็ท่านมาขวางไว้จะไปได้อย่างไรเล่า” หลวงพ่อปั้นก็ถามหลวงพ่อสุ่น เช่นกันว่า “แล้วท่านทำ

อะไรอยู่เหรอ”หลวงพ่อสุ่นจึงว่า “กำลังจะกินหมากน่ะ ” หลวงพ่อปั้น จึงพูดต่ออีก “แล้วทำไมไม่ตำซะทีล่ะ”หลวงพ่อสุ่นบอกว่า “จะตำได้ยังไงล่ะ ก็ท่านขัดไว้เหมือนกันนี่” หลวงพ่อสุ่นท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานผู้ทรงอภิญญา มีวิชาอาคมไสยเวทย์เปี่ยมล้น นอกจากนี้ยังเป็นพระหมอรักษาไข้ ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่สาธุชนทั่วไปอีกด้วย มีผู้มาบวชกับหลวงพ่อสุ่นอยู่มากและหลวงพ่อสุ่นท่านก็เป็นพระอุปัชฌาย์ของ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ท่านสามาเข้าไปอ่านข้อมูลฉบับจุใจได้ที่ www.dharma-gateway.com