หลวงพ่อเปลี่ยน วัดไชยชุมพลชนะสงคราม(วัดใต้) จังหวัดกาญจนบุรี

หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ 1

ถ้าเจ้าชู้ต้องวัดเหนือ ถ้าเป็นอ้ายเสือต้องวัดใต้ วัดใต้ ก็คือ หลวงพ่อเปลี่ยน นั้นเอง

หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ หรือ พระวิสุทธิรังษี(เปลี่ยน อินทสโร) หรือเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนาม หลวงปู่วัดใต้ หลวงพ่อเปลี่ยน เกิดเมื่อวันเสาร์ เดือน ๕ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๐๕ ที่บ้านม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
โยมบิดาชื่อ หมื่นอินทร์รักษา (นิ่ม พูลสวัสดิ์)
โยมมารดาชื่อ จีบ

หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ 5

เมื่อเยาว์วัยมีนิสัยเป็นนักสู้ เข้มแข็ง ทรหดอดทนเพราะเกิดในวันกล้า คือ วันเสาร์ห้าจิตใจจึงกว้างขวาง เป็นนักเลงเต็มตัว ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ก็ต้องเรียกว่า เป็นผู้กว้างขวาง โยมบิดาโยมมารดาคิดวิตกว่าต่อไปคงจะเอาดีได้ยาก เพราะรูปร่างล่ำสัน ผิวก็ดำ จึงเรียกกันว่า ทองดำ เมื่อโตรุ่นหนุ่ม ด้วยความเป็นผู้ที่มีนิสัยดังกล่าวข้างต้น จึงมีสมัครพรรคพวกมากขึ้นเรื่อยๆ โยมบิดาจึงตัดสินใจนำไปฝากให้เรียนหนังสือที่วัดใต้ ก็คือวัดไชยชุมพลชนะสงครามในปัจจุบันนี้นั่นเอง โดยนำไปฝากให้เป็นศิษย์ของ ท่านพระครูวิสุทธิรังษี (ช้าง) เจ้าอาวาสและเจ้าคณะเมืองกาญจน์ในสมัยนั้น เมื่อหนุ่มทองคำมาอยู่วัด ก็เปลี่ยนเป็นคนสุขุม เยือกเย็น หนักแน่น สุภาพเรียบร้อยและมีความโอบอ้อมอารีผิดไปเป็นคนละคน โยมบิดาเลยเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า เปลี่ยน นับแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาเมื่ออายุครบบวช โยมบิดาจึงนำไปอุปสมบทที่วัดใต้ โดยมีพระครูวิสุทธิรังษี (ช้าง) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการรอดแห่งวัดทุ่งสมอ กับพระอธิการกรณ์แห่งวัดชุกพี้เป็นคู่สวด

พระอุปัชฌาย์ เห็นว่าเป็นคนชะตากล้าแข็งมาก เพราะเกิดในวันเสาร์ห้าตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถ้าจะให้ ฉายา เป็นคนวันเสาร์ ก็เกรงว่าจะกล้าแข็งมากเกินไป จึงให้ฉายาเป็นคนวันอาทิตย์ว่า อินทสโร และได้เล่าเรียนทั้งหนังสือ ขอมและหนังสือไทย ความตั้งใจครั้งแรกจะบวชเพียง ๗ วันเท่านั้น แต่แล้วบุญกุศลก็เสริมให้ปักใจแน่วแน่ในบวรพุทธศาสนาไม่ยอมสึกจวบจนสิ้น อายุขัย

นับแต่พระภิกษุเปลี่ยนได้บวชเรียน ก็ได้ปฏิบัติพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด ร่ำเรียนวิชาไหนก็สำเร็จไปทุกอย่าง ด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว พูดจริง ทำจริง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหาใดๆ หลวงพ่อช้าง พระอุปัชฌาย์จึงตั้งให้เป็น พระใบฎีกา ฐานาของท่าน จึงเป็นกำลังช่วยท่านตลอดมา

สำหรับ หลวงพ่อช้างองค์นี้ เป็นพระที่มีวิทยาอาคมแก่กล้ามาก เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วทั้งเมืองกาญจน์และเมืองใกล้เคียง ก่อนจะได้เป็นเจ้าคณะเมืองกาญจน์ ได้แสดงฝีมือในทางทำน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่วัดขนอนเหนือ เมืองราชบุรี พร้อมกับหลวงพ่อกลิ่น วัดเหนือ น้ำมนต์ของสองวัดนี้ ทำแล้วไม่หก ไม่ไหล เป็นการสอบไล่ครั้งสำคัญ เพราะแต่เดิมมาการปกครองคณะสงฆ์เมืองกาญจน์ต้องไปขึ้นกับเมืองราชบุรี ครั้นกิตติศัพท์ร่ำลือไปถึง ท่านพระครูธรรมเสนานี (ดี) วัดขนอน ซึ่งปกครองคณะสงฆ์เมืองกาญจน์ในสมัยนั้นว่า ขณะนี้ที่เมืองกาญจนบุรีมีอาจารย์แก่กล้า ๒ องค์ คือวัดใต้และวัดเหนือ เห็นสมควรจะปกครองตนเองได้ จึงได้เรียกมาทดสอบที่วัดขนอนก็เป็นที่ประจักษ์ว่าเก่งกล้าจริงตามที่ร่ำลือ ต่อหน้าเจ้าบ้านเจ้าเมืองและประชาชนเป็นอันมาก จึงได้รับบาตรที่ทำน้ำมนต์ไม่หกมาเป็นรางวัลคนละลูกเก็บรักษาไว้เป็นอนุสรณ์ และทางการก็ได้แต่งตั้ง หลวงพ่อช้าง พระครูวิสุทธิรังษี เป็นเจ้าคณะเมืองกาญจนบุรี และให้หลวงพ่อกลิ่น วัดเหนือ เป็นพระสิงคิบุรคณาจารย์รองเจ้าคณะเมืองกาญจนบุรี แต่นั้นมาการคณะสงฆ์เมืองกาญจน์ก็ไม่ต้องไปขึ้นกับเมืองราชบุรีอีก

อยู่ต่อมาหลวงพ่อช้างได้มรณะภาพลง ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดใต้จึงว่างลง ทางการก็ได้แต่งตั้งให้พระใบฎีกาเปลี่ยน เป็นเจ้าอาวาสสืบแทนต่อไปและได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูวิสุทธิรังษี เมื่อ หลวงพ่อเปลี่ยนได้เป็นสมภาร ก็พัฒนาวัดจนสวยงามยิ่งนักทั้งทางการศึกษาและฝ่ายธรรม ฝ่ายกุลบุตรก็เจริญก้าวหน้า โดยได้จัดตั้งโรงเรียนประจำจังหวัด คือโรงเรียนวิสุทธิรังษี เป็นที่เชิดชูอยู่จนกระทั่งบัดนี้ และต่อมาท่านก็ได้เลื่อนเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ด้วยความดีงามของท่าน ทั่วทั้งเมืองกาญจน์ไม่ว่าวัดไหนต้องการอะไรหลวงพ่อจะช่วยจนเต็มสติกำลัง

หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้

ส่วน เรื่องทางไสยศาสตร์เวทย์มนต์ ของหลวงพ่อใครๆก็รู้กันทั่วว่าเก่งจริงในกรุงเทพฯ สมัย ร.๕ – ร.๖ จะมีพิธีทางไสยศาสตร์แล้ว จะขาดหลวงพ่อวัดใต้เมืองกาญจน์ไม่ได้เลย ดังปรากฏพัดรองและย่ามที่หลวงพ่อได้รับไปจากกรุงเทพฯ เช่น
งานถวายพระเพลิง ร.๕  เสวยราชย์ ร.๖  ฉลอง ๑๕๐ ปี พัดจักรี ฯลฯ  หลวงพ่อได้เลื่อนเป็นพระราชาคณะ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ ร.๖ กับสมเด็จพระมหาสมณฯกรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรฯ ให้เติมสร้อยต่อท้ายนามของหลวงพ่อว่า “พระวิสุทธิรังษี ชินศาสนโสภีสังฆปาโมกข์” เครื่องรางของขลัง  เครื่องรางของขลังที่หลวงพ่อแจกแก่สานุศิษย์ มีตะกรุดลูกอม ทำด้วยเงินและทองแดง มีฤทธิ์ทางคงกระพันและมหาอุดเรื่องเมตตาเป็นพื้นเดิมอยู่แล้ว กระดาษว่าวลงอักขระม้วนถักแบบหมอน ทา

รักปิดทองใช้ทางเมตตาและแคล้วคลาด เมื่อพ.ศ.๒๔๗๒ หลวงพ่อแจกเหรียญรูปอามมีรูปท่านนั่งเต็มองค์บนตั่งด้านหลังมีอักขระยันต์ อริยสัจ ๔ คือ ทุ สะ นิ มะ อยู่ในวงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด แปลว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หนังสือไทยในเหรียญด้านหน้าเขียนว่า “พระวิสุทธิรังษี วัดไชยชุมพร การบุรีพ.ศ.๒๔๗๒” ตอนนั้นอายุของหลวงพ่อ ๖๗ ปี มีคนนิยมมากมีประสบการณ์มามากเรื่องปืน มีด แล้วรับรองทีเดียว เพราะหลวงพ่อเป็นนักเลงเก่า ชอบทางคงกระพันชาตรีอยู่แล้ว เรื่อง

เมตตาในคาถาก็แสดงอยู่แล้วว่ามีทัง มรรคผล พร้อม พอหลวงพ่ออายุ ๗๔ ปี ก็มีการฉลองหลวงพ่อโดยคณะศิษย์จัดขึ้น เป็นงานใหญ่มาก เจ้าใหญ่นายโตทางกรุงเทพฯออกไปในงานมากมายเช่น พระยาพหลพลพยุหเสนา(พจน์ พหลโยธิน) อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยก็เป็นศิษย์ของท่าน มีความเคารพนับถือหลวงพ่อเป็นอย่างมาก ได้เครื่องรางของหลวงพ่อไว้ครบเช่น

เสื้อยันต์ (ลงยันต์พระพิลาปป่า มีกำลังมหาศาล อิทธิฤทธิ์มาก) ผ้าประเจียด ชานหมาก ตะกรุด ลูกอม หมอนธง มหารูด หนังหน้าผากเสือ

ลูกศิษย์ที่ร่ำเรียนวิชาจากท่านและมีชื่อดัง ก็คือ

๑.พระเทพมงคลรังษี (ดี) วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) กาญจนบุรี
๒.พระเทพสังวรวิมล (เจียง) วัดเจริญสุทธาราม บางคณฑี สมุทรสงคราม
๓.พระครูธรรมวิถีสถิตย์(โต) วัดคู้บางขันแตก สมุทรสงคราม
๔.พระกาญจนวัตรวิบูลย์ (สอน) วัดลาดหญ้า กาญจนบุรี
๕.พระครูวัตตสารโสภณ(ก้าน) วัดไชยชุมพลชนะสงคราม กาญจนบุรี
๖.พระครูวรวัฒน์วิบูลย์ วัดหวายเหนียว กาญจนบุรี
๗.พระครูยติวัตรวิบูลย์ (พรต) วัดศรีโลหะราษฎร์ ฯลฯ กาญจนบุรี

หลวงพ่อเปลี่ยนได้รับการชมเชยจาก ร.๕ ในคราวเสด็จประพาสเมืองกาญจนบุรีโดยนำพระสงฆ์ ๒๐ รูปมาสวดมนต์รับเสด็จที่พลับพลาว่า “สวด มนต์เก่ง สวดได้ชัดเจน ตลอดจนการลีลา สังโยคน่าฟัง และขัดตำนานได้ไพเราะ” ได้รับของพระราชทานหลายอย่างเป็นที่โปรดปรานของ ร.๕ ลักษณะของหลวงพ่อเป็นมหาอำนาจ ใครได้พบเห็นน่าเกรงขามยิ่งนัก จนถึงกับมีคำขวัญว่า “เจ้าชู้ต้องวัดเหนือ เป็นอ้ายเสือต้องวัดใต้” วัด เหนือหมายถึงพระครูอดุลยสมณกิจ (ดี) ในสมัยนั้น ซึ่งต่อมาได้เลื่อนเป็นพระเทพมงคลรังษ๊ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีสืบแทนหลวงพ่อเปลี่ยน

โดย ปรกติหลวงพ่อเปลี่ยนเป็นพระเอางานเอาการ ปฏิบัติเคร่งครัดในระเบียบของสงฆ์โดยสมบูรณ์ ขยันทำวัตรสวดมนต์และกวดขันผู้ที่อยู่ในความปกครองอย่างมีความยุติธรรม ใครดีก็ส่งเสริม ใครเลวก็จะเตือน หากเตือนแล้วไม่ฟังก็จะปราบอย่างเด็ดขาด จึงเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวกาญจน์ และเมืองใกล้เคียง สมเด็จพระมหาสมณฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศ เขียนชมเชยในตรวจการคณะสงฆ์ จ.กาญจน์ ว่า “หลวงพ่อฉลาดในการปกครองมากแม้เมืองกาญจน์จะมีอาณษเขตกว้างขวาง ก็ปกครองด้วยความเรียบร้อย” หลวง พ่อชอบทางวิปัสสนาธุระได้ฝึกฝนจนมีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว วัดไหนจะมีพิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลัง สร้างพระพุทธรูปต้องมานิมนต์หลวงพ่อร่วมลงแผ่นอักขระ หรือถ้าท่านว่างก็จะอาราธนามาร่วมพิธีด้วยเสมอ เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ขุนโจรชื่อดังของเมืองกาญจน์เช่น เสือสาย เสือหัด เสือแก้ว เสือหนอม และรุ่นเก่าคือ อาจารย์บัว อาจารย์บาง ก็เคารพยำเกรงหลวงพ่อมาก

หลวงพ่อถึงแก่กาลมรณภาพเมื่ออายุ ๘๕ ปี และพระราชทานเพลิงศพในปลายปี พ.ศ.๒๔๙๐ เป็นงานที่ใหญ่ยิ่งของเมืองกาญจน์ทีเดียว

ถึงแม้ท่านจะล่วงลับไปนานแล้วก็ตาม แต่ทว่าเกียรติคุณของท่านยังปรากฏโด่งดังอยู่จนทุกวันนี้

(เรียบเรียงจากข้อเขียนของอาจารย์เภา ศะกุณตะสุต)
ข้อ ความข้างต้นนี้คัดมาจากหนังสือ”พิธีเททองหล่อพระบูชารูปเหมือน พระวิสุทธิรังษี เปลี่ยน อินฺทสโร หลวงพ่อวัดใต้ ๕ เมษายน ๒๕๒๘ ณ วัดไชยชุมพลชนะสงคราม จ.กาญจนบุรี – สมาคมนักเรียนเก่าวิสุทธรังษี”

ข้อมูลอ้างอิงจาก : forums.212cafe.com