หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร

หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง 1.2

หลวงพ่อไปล่ ฉันทสโร วัดกำแพง

หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ ท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๓ เป็นบุตรของนายเหลือ และนางทอง นามสกุล “ทองเหลือ” เป็นชาวบ้าน ต.บางบอนใต้ อ.บางขุนเทียน จ.ธนบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๕ คน เมื่ออายุ ๘ ขวบได้ไปศึกษาหนังสือไทยและขอมกับพระอาจารย์ทัด วัดสิงห์

หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง
หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง

สมัยวัยรุ่นท่านเป็นคนมีร่างกายแข็งแรง ใจคอกล้าหาญ ทรหดอดทน มีเพื่อนฝูงมาก ยุคนั้นชาวบ้านบางบอนใต้เป็นแดนนักเลงหัวไม้ เวลาวัดมีงานมักจะนัดตีกันเป็นประจำ ตัวท่านถูกพรรคพวกยกย่องให้เป็น “ลูกพี่” ทำให้บิดามารดาเกรงว่าจะเสียคน เพราะคบเพื่อนไม่เลือกว่าคนดีหรือคนพาล จึงขอร้องให้บวชพระสัก ๑ พรรษา ท่านก็ไม่ขัดข้อง โดยได้รับการอุปสมบทที่วัดกำแพง เมื่อ พ.ศ.๒๔๒๖ อายุ ๒๓ ปี พระอุปัชฌาย์ คือ พระอาจารย์ทัด วัดสิงห์, หลวงพ่อพ่วง วัดกก เป็น พระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อดิษฐ์ วัดกำแพง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ฉันทสโร”

หลังบวชแล้วท่านได้สนใจศึกษาทางพุทธธรรมอย่างเอาจริงเอาจัง ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ท่องบทสวดมนต์จนจบทุกบททุกคัมภีร์ จดจำได้แม่นยำ จนเกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง เมื่อครบกำหนด ๑ พรรษาแล้ว ท่านไม่ยอมสึก พอเข้าพรรษาที่ ๒ ท่านได้ตั้งใจศึกษาธรรมะอย่างเต็มที่จนสามารถท่องพระปาฏิโมกข์ได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งการเรียนรู้ด้านวิปัสสนากรรมฐาน และวิปัสสนาธุระกับพระอุปัชฌาย์และพระคู่สวด ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางนี้

นอกจากนี้ท่านยังได้ไปศึกษาวิชาอาคมต่างๆ กับพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น เรียนทางคงกระพันชาตรีกับ พระอาจารย์คง เรียนวิชาผูกหุ่นพยนต์กับ หลวงพ่อหรุ่น วัดบางปลา เรียนทางเมตตามหานิยมกับ หลวงพ่อพ่วง วัดกก เรียนทางสักยันต์คงกระพัน กับ หลวงพ่อดิษฐ์ วัดกำแพง

แม้จะมีวิชาอาคมเก่งกล้าขนาดไหนก็ตาม แต่ท่านก็ไม่เคยคุยโม้โอ้อวด หรือข่มเหงใคร ชอบดำรงตนแบบสมถะ ไม่ทะเยอทะยานในลาภยศ มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ กวาดกุฏิเอง ของส่วนตัวทำเองหมด ไม่เคยใช้ให้ใครทำ นอกจากนี้ท่านยังขยันในการทำวัตรสวดมนต์อย่างเคร่งครัด ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบความมีระเบียบเรียบร้อย

ต่อมาหลวงพ่อไปล่ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ในเขตบางขุนเทียน และด้วยปฏิปทาอันน่าศรัทธาเลื่อมใสของท่านนี้เองทำให้ชาวบ้านมีความเคารพนับถือท่านมาก ท่านได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกำแพง ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๑ จนถึงมรณภาพ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙ แม้จะมรณภาพไปแล้ว แต่เนื้อหนังของท่านก็ยังเหนียว พวกสัปเหร่อเอามีดตกแต่งศพก็เฉือนไม่เข้า ต้องจุดธูปจุดเทียนบอกกล่าวขอขมาก็ยังเฉือนไม่เข้า จนสรีระของท่านแห้งไปเฉยๆ ไม่มีกลิ่นเน่าเหม็นแต่ประการใด

หลวงพ่อไปล่ เป็นพระนักพัฒนาผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สมถะ ไม่นิยมสะสมลาภยศเงินทอง ท่านส่งเสริมการศึกษาพระธรรมวินัยพระ สามเณร ตั้งสำนักเพื่อการเรียนการสอนหนังสือเด็กวัด มี ๓ ระดับ รวมทั้งสอนวิชาชีพและวิชาช่างให้กับชาวบ้าน ริเริ่มประเพณีพายเรือตีกลองบิณฑบาตข้าวเปลือก จึงเป็นที่เคารพรักใคร่ ศรัทธาของชาวบ้านฝั่งธนบุรี เป็นอย่างยิ่ง

วัดสว่างอารมณ์-วัดกำแพง

วัดกำแพงของเรานี้แต่เดิมมีชื่อว่า วัดสว่างอารมณ์ มาก่อน” วัดสว่างอารมณ์ที่กล่าวถึงนี้ เราไม่สามารถจะทราบได้ว่าผู้ใดเป็นคนสร้างและได้สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด จากการสันนิษฐานของผู้ที่มีความรู้ทางโบราณคดีได้กล่าวชี้แจ้งไว้อย่างน่ารับฟังว่า “จากการสังเกตดูวัตถุและอาคารสถานที่ซึ่งมีอยู่ในวัด พอจะทราบได้ว่าวัดนี้เคยรกร้างมาแล้วอย่างน้อย ๒ ครั้ง

ความเป็นมาของวัดกำแพง หลวงพ่อคง เมื่อมาจำพรรษาอยู่ที่ วัดสว่างอารมณ์ ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดต่อปฏิบัติพระธรรมวินัยมีวัตรปฏิบัติสม่ำเสมอคงเส้นคงวา จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านเป็นอันมาก ทั้งท่านได้เปิดสำนักเรียน สอนหนังสือให้แก่เด็กๆ ที่เป็นลูกหลานชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้ๆ วัดและสอนให้แก่ผู้ที่ต้องการจะบวชเป็นพระภิกษุสามเณร ทั้งนี้เพื่อผู้อุปสมบทบรรพชาจะได้ศึกษาพระธรรมวินัยให้ลึกซึ้ง กว้างขวางจากพระไตรปิฎกด้วยตนเองได้อีกด้วย หากพระเณรรูปใดมีปัญหา ท่านจะช่วยชี้แนะเป็นอย่างดี

ด้วยเหตุที่ลวงพ่อคงประพฤติบัติตนเคร่งครัดอยู่ในธรรมวินัย เสมอต้นเสมอปลาย เป็นแบบอย่างที่ดีแก่บรรดาศิษย์และชาวบ้าน นับเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา ประชาชน และประเทศชาติ ชาวบ้านก็ยิ่งมีความเลื่อมใสศรัทธามากขึ้นตามลำดับ ชาวบ้านมักจะเรียกหลวงพ่อคงว่า “ท่านที่มาจากวัดกำแพง” ครั้นเรียกกันต่อมาว่า “ท่านวัดกำแพง” ในที่สุดก็เลยเรียกวัดนี้ว่า “วัดกำแพง” มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ปูชนียสถานที่สำคัญคือ “หลวงพ่ออู่ทอง” หรือที่ชาวบ้านเรียกหลวงพ่อโต ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงพ่ออู่ทอง เป็นพระปางสมาธิหน้าตักกว้าง ๒.๔๙ เมตร ศิลปะแบบอู่ทอง องค์พระพุทธรูปสันนิษฐานว่าเป็นหินทรายแดง นอกจากนี้มี “ พระปรางค์” อายุประมาณ ๓๐๐ ปี ปัจจุบันบูรณะซ่อมแซมใหม่ แต่ยังรักษาสภาพเดิมไว้  ขอขอบพระคุณที่มาของข้อมูลฉบับย่อจาก คมชัดลึก และท่านสามารถอ่านข้อมูล หลวงพ่อไปล่ ฉบับจุใจได้ที่ www.วัดกําแพง.com